ลูกไฟลูกนั้นพุ่งมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้ว 2 - 3 วินาที ต่อมาก็มีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แสงไฟลุกท่วมต้นไม้ในป่าพื้นที่ 2,150 ตารางกิโลเมตร จนต้นไม้หลายหมื่นต้นล้มเอนเหมือนถูกพายุกระหน่ำรุนแรง ความร้อนที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนที่อยู่ห่างออกไป 70 กิโลเมตร ต้องถอดเสื้อเพราะรู้สึกเหมือนเสื้อผ้าที่สวมใส่ลุกไหม้ และเมื่อถึงเวลาค่ำ ท้องฟ้าที่เคยมืดกลับสว่างมีสีส้มพอให้คนในพื้นที่สามารถอ่านหนังสือได้โดย ไม่ใช้ตะเ กียง
ถึงคนนับพันจะได้เห็นลูกไฟและได้ยินเสียงระเบิดครั้งนั้น แต่ก็ไม่มีใครเดินทางไปดูสถานที่เกิดเหตุ ทั้งนี้เพราะจุดเกิดเหตุซึ่งตั้งอยู่ที่เส้นละติจูด 60º 54/ 59.98// เหนือ และเส้น ลองจิจูด 101º 56/ 59.98// ตะวันออกเป็นอาณาบริเวณที่เต็มไปด้วยอันตราย อีกทั้งอยู่ไกลความเจริญ และสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็กำลังเกิด
นอกจากนี้ในรัสเซียเองก็กำลังมีการปฏิวัติล้มราชบัลลังก์ของจักรพรรดิ Tsar เหตุผลเหล่านี้ทำให้ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดเดินทางไปสำรวจและศึกษา เหตุการณ์นั้น จนอีก 19 ปีต่อมา Leonid Kulik แห่ง Russian Academy of Sciences จึงได้เดินทางไปค้นหาหลักฐาน และได้เห็นต้นไม้มากมายล้มระเนระนาดในแนวรัศมีของวงกลม และทุกต้นถูกเผาไหม้ แต่ไม่พบหลุมอุกกาบาตใดๆ
ความรุนแรงของการระเบิดทำให้ Kulik คาดว่าคงมีดาวเคราะห์น้อยที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 50 - 100 เมตร ตก แต่เมื่อถึงระยะสูง 10 กิโลเมตร ดาวได้ถูกบรรยากาศเสียดสีจนลุกไหม้และระเบิดเป็นจุณ
การไม่เห็นหลุมอุกกาบาต หรือหลุมดาวตกใดๆ จะเห็นก็แต่ต้นไม้ล้มระเกะระกะเสมือนพื้นที่นั้นถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณู ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสันนิษฐานของสาเหตุหลายประการ เช่น ในปี 2473 Harlow Shapely คิดว่า Tunguska ถูกดาวหางพุ่งชน
ในปี 2484 Vladimir Rojansky คิดว่า การระเบิดเกิดจากดาวที่ทำด้วยปฏิสสาร (antimatter) พุ่งชนโลก แล้วดาวดวงนั้นอันตรธานไป เพราะสสารเมื่อรวมกับปฏิสสารจะเกิดแสง ในปี 2489 Alexander Kazantsev คิดว่าวัตถุ UFO (Unidentified Flying Object) จากต่างดาวชนโลก ในปี 2516 นักวิทยาศาสตร์ บางคนคิดว่า หลุมดำขนาด 1 มิลลิเมตรตกผ่านโลก เหล่านี้คือความเชื่อ และคำอธิบายที่ทุกคนยังไม่ยอมรับ
ในวารสาร Nature ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ. 2539 V. V. Svetsov แห่ง Institute for Dynamics of Geospheres ที่ Moscow ในรัสเซียได้รายงานว่าเขาได้พบแร่ iridium ในบริเวณ Tunguska มากกว่าปกติ และได้คำนวณพบว่า สาเหตุการระเบิดคงเกิดจาก ดาวตกที่มีความเร็วตั้งแต่ 1 - 5 กิโลเมตร / วินาที เพราะขณะกระทบโลก อุณหภูมิของดาวตกสูงถึง 6,000 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดพลังระเบิด 15 เมกะตัน ซึ่งเท่ากับระเบิดที่ถล่ม Hiroshima 1,000 ลูก แต่การสำรวจพื้นที่อย่างละเอียด ไม่พบหลักฐานว่ามีการตกของอุกกาบาตที่ตามปกติประกอบด้วยแร่ iridium มากเลย
ในวารสาร International Journal of Impact Engineering ฉบับประจำเดือนกรกฎาคมปีนี้ Mark Boslaugh แห่ง Sandia National Laboratories ที่ Albuquerque ในสหรัฐอเมริกา ได้จำลองสถานการณ์การระเบิดและพบว่า ถ้าจะให้ผลการระเบิดเป็นดังที่เห็นการระเบิดต้องเกิดจากดาวเคราะห์น้อย ขนาด 30 - 50 เมตร พุ่งชนป่าด้วยความเร็ว 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยเอียงทำมุม 35º กับระดับพื้นดิน ทำให้เกิดพายุเฮอริเคน ระดับ 3 และแผ่นดินไหวในมาตรา Richter = 5 ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลการคำนวณ แต่ถ้าจะให้เป็นที่ยอมรับ โลกต้องการหลักฐานที่เป็นสะเก็ดดาวเคราะห์น้อยด้วย
ในวารสาร Scientific American ฉบับเดือนมิถุนายนปีนี้ Guiseppe Longo แห่งมหาวิทยาลัย Bologna ในอิตาลี ได้รายงานว่า ทะเลสาบ Cheko ที่มีขนาด 350 x 500 เมตร และลึก 50 เมตร ซึ่งอยู่ห่างจาก Tunguska ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 8 กิโลเมตร อาจเป็นหลุมอุกกาบาตที่ทุกคนต้องการเห็น การใช้อุปกรณ์ sonar สำรวจก้นทะเลสาบ พบว่า ทะเลนี้ลึก 50 เมตร และก้นทะเลมีลักษณะเป็นกรวย อนึ่งตำแหน่งของทะเลสาบนี้ก็อยู่ในแนวที่อุกกาบาตพุ่งผ่านพอดี การสำรวจยังพบอีกว่า มีก้อนวัตถุฝังลึกอยู่ใต้ก้นทะเลสาบก้อนหนึ่ง
แต่ Gareth Collins แห่ง Imperial College London ไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปนี้ โดยให้เหตุผลว่า ในบริเวณรอบทะเลสาบไม่มีหลักฐานว่ามีสะเก็ดอุกกาบาตกระเด็น และภาพถ่ายทางอากาศเมื่อปี 2481 ซึ่งเป็นเวลา 30 ปี หลังจากเกิดเหตุการณ์ ภาพได้แสดงว่า ต้นไม้แถบนั้นมีอายุมากกว่า 30 ปี นั่นคือ ต้นไม้แถบนั้นยังคงชีวิตอยู่ได้ตามปกติ ทั้งๆ ที่อุกกาบาตตกใกล้ๆ ข้อสรุปเรื่องทะเลสาบ Cheko จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อนึ่งภาพถ่ายทางอากาศของบริเวณทะเลสาบก่อนปี 2451 ก็ไม่มี และแผนที่รัสเซียที่ทำเมื่อปี 2426 ก็ไม่แสดงทะเลสาบใดๆ ซึ่งการไม่แสดงทะเลสาบ ไม่ได้หมายความว่า ทะเลสาบไม่มี แต่เพราะแผนที่นั้นไม่ละเอียด
จึงเป็นว่าถึงเวลาผ่านไป 100 ปี แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังหาข้อสรุปของสาเหตุการระเบิดที่ Tunguska ไม่ได้ ถึงกระนั้นวงการวิทยาศาสตร์ก็ยังสนใจปริศนาลึกลับนี้อยู่ เพราะในอดีตเมื่อ 4,400 ล้านปีก่อน โลกเคยถูกดาวเคราะห์ที่มีขนาดเท่าดาวอังคารชน ขณะนั้นโลกมีอายุน้อยเพียง 200 ล้านปี ผลการชนทำให้ชิ้นส่วนหนึ่งหลุดออกไปรวมตัวกับเป็นดวงจันทร์ และเมื่อ 65 ล้านปีก่อน โลกได้ถูกอุกกาบาตพุ่งชนอีก การระเบิดที่รุนแรงทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ และเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2537 ชาวโลกก็ได้เห็นดาวหาง Shoemaker - Levy 9 พุ่งชนดาวพฤหัสบดี เหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตระหนักว่า เหตุระเบิดที่เกิดจากวัตถุนอกโลกตกชนโลก อาจเกิดได้ทุก 700-1,000 ปี แต่ก็นับว่าโชคดี เพราะการระเบิดเหนือ Tunguska ครั้งนั้น เกิดในป่าที่ไม่มีคนอยู่ เพราะถ้าเกิดที่กรุงเทพฯ หรือ ลอนดอน เมืองทั้งเมืองจะไม่มีอะไรเหลือ
ดังนั้น การศึกษาเหตุการณ์ที่ Tunguska จึงอาจช่วยให้มนุษย์รอดปลอดภัยจากการถูกทำลายล้างเผ่าพันธุ์ได้ โดยมีขั้นตอนการศึกษา คือ ต้องดูว่าดาวที่จะพุ่งชนนั้นเป็นดาวหาง หรือดาวเคราะห์น้อย เพราะถึงผลที่เกิดขึ้นจะคล้ายกัน แต่ดาวหางมีขนาดเล็กกว่าดาวเคราะห์น้อย และอยู่ไกลกว่า ดังนั้นเมื่อดาวหางเข้าใกล้โลก มันจะมีความเร็วสูง สำหรับโอกาสชนนั้นก็น้อย ส่วนดาวเคราะห์น้อยอยู่ใกล้โลกยิ่งกว่า และมีความเร็วไม่สูงมาก แต่เห็นยากกว่าดาวหางซึ่งมีหางยาว และเมื่อดาวเคราะห์น้อยมีจำนวนมาก ดังนั้นโลกจึงมีโอกาสถูกดาวเคราะห์น้อยชนมากกว่า และนี่คือสิ่งที่สมาคม Planetary Society พบว่า ขณะนี้มีดาวเคราะห์น้อยชื่อ Apophis ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 300 เมตร ดาวนี้มีโอกาส 1 ใน 45,000 ที่จะชนโลกในปี 2579
ดังนั้น สมาคมจึงเสนอรางวัล 25,000 ดอลลาร์ แก่ผู้ที่มีแผนที่ดีที่สุดในการทำให้โลกปลอดภัยจากการถูก Apophis ชน และในการติดตามวิถีโคจรของ Apophis นั้น องค์การ Space Works Engineering ที่ Atlanta ในสหรัฐอเมริกาได้ออกแบบยานอวกาศ Foresight มูลค่า 140 ล้านเหรียญ เพื่อส่งไปโคจรรอบ Apophis แล้วรายงานข้อมูลของดาวมาให้โลกรู้ล่วงหน้า
หากผู้อ่านสนใจศึกษาความหายนะประเภทนี้ ก็หาอ่านได้จากหนังสือ ชื่อ Comet / Asteroid Impacts and Society ; An Interdisciplinary Approach ที่มี P.T. Bobrowly กับ H. Rickman เป็นบรรณาธิการ และจัดพิมพ์โดย Springer - Verlag เมื่อปี 2007 ครับ.
สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น