เจ้า หน้าที่กู้ภัยของ ลัตเวีย เผยว่ามี วัตถุประหลาด ซึ่งมีอุณหภูมิความร้อน ตกลงมาจากฟ้าลงมาในพื้นที่เมืองแห่งหนึ่ง ทางภาคเหนือของ ลัตเวีย หลุมกว้าง 15 เมตร ลึกถึง 5 เมตร แต่ล่าสุด นักวิทยาศาตร์ ออกมาบอกว่า เหตุการณ์ประหลาด วัตถุประหลาด คล้ายอุกกาบาต นี้เป็นเรื่องโกหก
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2552
หนึ่งศตวรรษของปริศนาการระเบิดที่ Tunguska
เมื่อเวลา 07.14 น. ในยามเช้าของวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2451 (รัชสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ชาวนาชื่อ Semen Semenov ได้เห็นลูกไฟขนาดใหญ่ลูกหนึ่งพุ่งด้วยความเร็วสูงผ่านท้องฟ้าเหนือบริเวณแม่ น้ำ Podhamennaya ในป่าแถบ Siberia ตอนกลางที่มีหิมะปกคลุม 8 - 9 เดือนในหนึ่งปี
ลูกไฟลูกนั้นพุ่งมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้ว 2 - 3 วินาที ต่อมาก็มีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แสงไฟลุกท่วมต้นไม้ในป่าพื้นที่ 2,150 ตารางกิโลเมตร จนต้นไม้หลายหมื่นต้นล้มเอนเหมือนถูกพายุกระหน่ำรุนแรง ความร้อนที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนที่อยู่ห่างออกไป 70 กิโลเมตร ต้องถอดเสื้อเพราะรู้สึกเหมือนเสื้อผ้าที่สวมใส่ลุกไหม้ และเมื่อถึงเวลาค่ำ ท้องฟ้าที่เคยมืดกลับสว่างมีสีส้มพอให้คนในพื้นที่สามารถอ่านหนังสือได้โดย ไม่ใช้ตะเ กียง
ถึงคนนับพันจะได้เห็นลูกไฟและได้ยินเสียงระเบิดครั้งนั้น แต่ก็ไม่มีใครเดินทางไปดูสถานที่เกิดเหตุ ทั้งนี้เพราะจุดเกิดเหตุซึ่งตั้งอยู่ที่เส้นละติจูด 60º 54/ 59.98// เหนือ และเส้น ลองจิจูด 101º 56/ 59.98// ตะวันออกเป็นอาณาบริเวณที่เต็มไปด้วยอันตราย อีกทั้งอยู่ไกลความเจริญ และสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็กำลังเกิด
นอกจากนี้ในรัสเซียเองก็กำลังมีการปฏิวัติล้มราชบัลลังก์ของจักรพรรดิ Tsar เหตุผลเหล่านี้ทำให้ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดเดินทางไปสำรวจและศึกษา เหตุการณ์นั้น จนอีก 19 ปีต่อมา Leonid Kulik แห่ง Russian Academy of Sciences จึงได้เดินทางไปค้นหาหลักฐาน และได้เห็นต้นไม้มากมายล้มระเนระนาดในแนวรัศมีของวงกลม และทุกต้นถูกเผาไหม้ แต่ไม่พบหลุมอุกกาบาตใดๆ
ความรุนแรงของการระเบิดทำให้ Kulik คาดว่าคงมีดาวเคราะห์น้อยที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 50 - 100 เมตร ตก แต่เมื่อถึงระยะสูง 10 กิโลเมตร ดาวได้ถูกบรรยากาศเสียดสีจนลุกไหม้และระเบิดเป็นจุณ
การไม่เห็นหลุมอุกกาบาต หรือหลุมดาวตกใดๆ จะเห็นก็แต่ต้นไม้ล้มระเกะระกะเสมือนพื้นที่นั้นถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณู ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสันนิษฐานของสาเหตุหลายประการ เช่น ในปี 2473 Harlow Shapely คิดว่า Tunguska ถูกดาวหางพุ่งชน
ในปี 2484 Vladimir Rojansky คิดว่า การระเบิดเกิดจากดาวที่ทำด้วยปฏิสสาร (antimatter) พุ่งชนโลก แล้วดาวดวงนั้นอันตรธานไป เพราะสสารเมื่อรวมกับปฏิสสารจะเกิดแสง ในปี 2489 Alexander Kazantsev คิดว่าวัตถุ UFO (Unidentified Flying Object) จากต่างดาวชนโลก ในปี 2516 นักวิทยาศาสตร์ บางคนคิดว่า หลุมดำขนาด 1 มิลลิเมตรตกผ่านโลก เหล่านี้คือความเชื่อ และคำอธิบายที่ทุกคนยังไม่ยอมรับ
ในวารสาร Nature ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ. 2539 V. V. Svetsov แห่ง Institute for Dynamics of Geospheres ที่ Moscow ในรัสเซียได้รายงานว่าเขาได้พบแร่ iridium ในบริเวณ Tunguska มากกว่าปกติ และได้คำนวณพบว่า สาเหตุการระเบิดคงเกิดจาก ดาวตกที่มีความเร็วตั้งแต่ 1 - 5 กิโลเมตร / วินาที เพราะขณะกระทบโลก อุณหภูมิของดาวตกสูงถึง 6,000 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดพลังระเบิด 15 เมกะตัน ซึ่งเท่ากับระเบิดที่ถล่ม Hiroshima 1,000 ลูก แต่การสำรวจพื้นที่อย่างละเอียด ไม่พบหลักฐานว่ามีการตกของอุกกาบาตที่ตามปกติประกอบด้วยแร่ iridium มากเลย
ในวารสาร International Journal of Impact Engineering ฉบับประจำเดือนกรกฎาคมปีนี้ Mark Boslaugh แห่ง Sandia National Laboratories ที่ Albuquerque ในสหรัฐอเมริกา ได้จำลองสถานการณ์การระเบิดและพบว่า ถ้าจะให้ผลการระเบิดเป็นดังที่เห็นการระเบิดต้องเกิดจากดาวเคราะห์น้อย ขนาด 30 - 50 เมตร พุ่งชนป่าด้วยความเร็ว 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยเอียงทำมุม 35º กับระดับพื้นดิน ทำให้เกิดพายุเฮอริเคน ระดับ 3 และแผ่นดินไหวในมาตรา Richter = 5 ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลการคำนวณ แต่ถ้าจะให้เป็นที่ยอมรับ โลกต้องการหลักฐานที่เป็นสะเก็ดดาวเคราะห์น้อยด้วย


ในวารสาร Scientific American ฉบับเดือนมิถุนายนปีนี้ Guiseppe Longo แห่งมหาวิทยาลัย Bologna ในอิตาลี ได้รายงานว่า ทะเลสาบ Cheko ที่มีขนาด 350 x 500 เมตร และลึก 50 เมตร ซึ่งอยู่ห่างจาก Tunguska ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 8 กิโลเมตร อาจเป็นหลุมอุกกาบาตที่ทุกคนต้องการเห็น การใช้อุปกรณ์ sonar สำรวจก้นทะเลสาบ พบว่า ทะเลนี้ลึก 50 เมตร และก้นทะเลมีลักษณะเป็นกรวย อนึ่งตำแหน่งของทะเลสาบนี้ก็อยู่ในแนวที่อุกกาบาตพุ่งผ่านพอดี การสำรวจยังพบอีกว่า มีก้อนวัตถุฝังลึกอยู่ใต้ก้นทะเลสาบก้อนหนึ่ง
แต่ Gareth Collins แห่ง Imperial College London ไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปนี้ โดยให้เหตุผลว่า ในบริเวณรอบทะเลสาบไม่มีหลักฐานว่ามีสะเก็ดอุกกาบาตกระเด็น และภาพถ่ายทางอากาศเมื่อปี 2481 ซึ่งเป็นเวลา 30 ปี หลังจากเกิดเหตุการณ์ ภาพได้แสดงว่า ต้นไม้แถบนั้นมีอายุมากกว่า 30 ปี นั่นคือ ต้นไม้แถบนั้นยังคงชีวิตอยู่ได้ตามปกติ ทั้งๆ ที่อุกกาบาตตกใกล้ๆ ข้อสรุปเรื่องทะเลสาบ Cheko จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อนึ่งภาพถ่ายทางอากาศของบริเวณทะเลสาบก่อนปี 2451 ก็ไม่มี และแผนที่รัสเซียที่ทำเมื่อปี 2426 ก็ไม่แสดงทะเลสาบใดๆ ซึ่งการไม่แสดงทะเลสาบ ไม่ได้หมายความว่า ทะเลสาบไม่มี แต่เพราะแผนที่นั้นไม่ละเอียด
จึงเป็นว่าถึงเวลาผ่านไป 100 ปี แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังหาข้อสรุปของสาเหตุการระเบิดที่ Tunguska ไม่ได้ ถึงกระนั้นวงการวิทยาศาสตร์ก็ยังสนใจปริศนาลึกลับนี้อยู่ เพราะในอดีตเมื่อ 4,400 ล้านปีก่อน โลกเคยถูกดาวเคราะห์ที่มีขนาดเท่าดาวอังคารชน ขณะนั้นโลกมีอายุน้อยเพียง 200 ล้านปี ผลการชนทำให้ชิ้นส่วนหนึ่งหลุดออกไปรวมตัวกับเป็นดวงจันทร์ และเมื่อ 65 ล้านปีก่อน โลกได้ถูกอุกกาบาตพุ่งชนอีก การระเบิดที่รุนแรงทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ และเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2537 ชาวโลกก็ได้เห็นดาวหาง Shoemaker - Levy 9 พุ่งชนดาวพฤหัสบดี เหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตระหนักว่า เหตุระเบิดที่เกิดจากวัตถุนอกโลกตกชนโลก อาจเกิดได้ทุก 700-1,000 ปี แต่ก็นับว่าโชคดี เพราะการระเบิดเหนือ Tunguska ครั้งนั้น เกิดในป่าที่ไม่มีคนอยู่ เพราะถ้าเกิดที่กรุงเทพฯ หรือ ลอนดอน เมืองทั้งเมืองจะไม่มีอะไรเหลือ
ดังนั้น การศึกษาเหตุการณ์ที่ Tunguska จึงอาจช่วยให้มนุษย์รอดปลอดภัยจากการถูกทำลายล้างเผ่าพันธุ์ได้ โดยมีขั้นตอนการศึกษา คือ ต้องดูว่าดาวที่จะพุ่งชนนั้นเป็นดาวหาง หรือดาวเคราะห์น้อย เพราะถึงผลที่เกิดขึ้นจะคล้ายกัน แต่ดาวหางมีขนาดเล็กกว่าดาวเคราะห์น้อย และอยู่ไกลกว่า ดังนั้นเมื่อดาวหางเข้าใกล้โลก มันจะมีความเร็วสูง สำหรับโอกาสชนนั้นก็น้อย ส่วนดาวเคราะห์น้อยอยู่ใกล้โลกยิ่งกว่า และมีความเร็วไม่สูงมาก แต่เห็นยากกว่าดาวหางซึ่งมีหางยาว และเมื่อดาวเคราะห์น้อยมีจำนวนมาก ดังนั้นโลกจึงมีโอกาสถูกดาวเคราะห์น้อยชนมากกว่า และนี่คือสิ่งที่สมาคม Planetary Society พบว่า ขณะนี้มีดาวเคราะห์น้อยชื่อ Apophis ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 300 เมตร ดาวนี้มีโอกาส 1 ใน 45,000 ที่จะชนโลกในปี 2579
ดังนั้น สมาคมจึงเสนอรางวัล 25,000 ดอลลาร์ แก่ผู้ที่มีแผนที่ดีที่สุดในการทำให้โลกปลอดภัยจากการถูก Apophis ชน และในการติดตามวิถีโคจรของ Apophis นั้น องค์การ Space Works Engineering ที่ Atlanta ในสหรัฐอเมริกาได้ออกแบบยานอวกาศ Foresight มูลค่า 140 ล้านเหรียญ เพื่อส่งไปโคจรรอบ Apophis แล้วรายงานข้อมูลของดาวมาให้โลกรู้ล่วงหน้า
หากผู้อ่านสนใจศึกษาความหายนะประเภทนี้ ก็หาอ่านได้จากหนังสือ ชื่อ Comet / Asteroid Impacts and Society ; An Interdisciplinary Approach ที่มี P.T. Bobrowly กับ H. Rickman เป็นบรรณาธิการ และจัดพิมพ์โดย Springer - Verlag เมื่อปี 2007 ครับ.
สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว.
ลูกไฟลูกนั้นพุ่งมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้ว 2 - 3 วินาที ต่อมาก็มีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แสงไฟลุกท่วมต้นไม้ในป่าพื้นที่ 2,150 ตารางกิโลเมตร จนต้นไม้หลายหมื่นต้นล้มเอนเหมือนถูกพายุกระหน่ำรุนแรง ความร้อนที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนที่อยู่ห่างออกไป 70 กิโลเมตร ต้องถอดเสื้อเพราะรู้สึกเหมือนเสื้อผ้าที่สวมใส่ลุกไหม้ และเมื่อถึงเวลาค่ำ ท้องฟ้าที่เคยมืดกลับสว่างมีสีส้มพอให้คนในพื้นที่สามารถอ่านหนังสือได้โดย ไม่ใช้ตะเ กียง
ถึงคนนับพันจะได้เห็นลูกไฟและได้ยินเสียงระเบิดครั้งนั้น แต่ก็ไม่มีใครเดินทางไปดูสถานที่เกิดเหตุ ทั้งนี้เพราะจุดเกิดเหตุซึ่งตั้งอยู่ที่เส้นละติจูด 60º 54/ 59.98// เหนือ และเส้น ลองจิจูด 101º 56/ 59.98// ตะวันออกเป็นอาณาบริเวณที่เต็มไปด้วยอันตราย อีกทั้งอยู่ไกลความเจริญ และสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็กำลังเกิด
นอกจากนี้ในรัสเซียเองก็กำลังมีการปฏิวัติล้มราชบัลลังก์ของจักรพรรดิ Tsar เหตุผลเหล่านี้ทำให้ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดเดินทางไปสำรวจและศึกษา เหตุการณ์นั้น จนอีก 19 ปีต่อมา Leonid Kulik แห่ง Russian Academy of Sciences จึงได้เดินทางไปค้นหาหลักฐาน และได้เห็นต้นไม้มากมายล้มระเนระนาดในแนวรัศมีของวงกลม และทุกต้นถูกเผาไหม้ แต่ไม่พบหลุมอุกกาบาตใดๆ
ความรุนแรงของการระเบิดทำให้ Kulik คาดว่าคงมีดาวเคราะห์น้อยที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 50 - 100 เมตร ตก แต่เมื่อถึงระยะสูง 10 กิโลเมตร ดาวได้ถูกบรรยากาศเสียดสีจนลุกไหม้และระเบิดเป็นจุณ
การไม่เห็นหลุมอุกกาบาต หรือหลุมดาวตกใดๆ จะเห็นก็แต่ต้นไม้ล้มระเกะระกะเสมือนพื้นที่นั้นถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณู ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสันนิษฐานของสาเหตุหลายประการ เช่น ในปี 2473 Harlow Shapely คิดว่า Tunguska ถูกดาวหางพุ่งชน
ในปี 2484 Vladimir Rojansky คิดว่า การระเบิดเกิดจากดาวที่ทำด้วยปฏิสสาร (antimatter) พุ่งชนโลก แล้วดาวดวงนั้นอันตรธานไป เพราะสสารเมื่อรวมกับปฏิสสารจะเกิดแสง ในปี 2489 Alexander Kazantsev คิดว่าวัตถุ UFO (Unidentified Flying Object) จากต่างดาวชนโลก ในปี 2516 นักวิทยาศาสตร์ บางคนคิดว่า หลุมดำขนาด 1 มิลลิเมตรตกผ่านโลก เหล่านี้คือความเชื่อ และคำอธิบายที่ทุกคนยังไม่ยอมรับ
ในวารสาร Nature ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ. 2539 V. V. Svetsov แห่ง Institute for Dynamics of Geospheres ที่ Moscow ในรัสเซียได้รายงานว่าเขาได้พบแร่ iridium ในบริเวณ Tunguska มากกว่าปกติ และได้คำนวณพบว่า สาเหตุการระเบิดคงเกิดจาก ดาวตกที่มีความเร็วตั้งแต่ 1 - 5 กิโลเมตร / วินาที เพราะขณะกระทบโลก อุณหภูมิของดาวตกสูงถึง 6,000 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดพลังระเบิด 15 เมกะตัน ซึ่งเท่ากับระเบิดที่ถล่ม Hiroshima 1,000 ลูก แต่การสำรวจพื้นที่อย่างละเอียด ไม่พบหลักฐานว่ามีการตกของอุกกาบาตที่ตามปกติประกอบด้วยแร่ iridium มากเลย
ในวารสาร International Journal of Impact Engineering ฉบับประจำเดือนกรกฎาคมปีนี้ Mark Boslaugh แห่ง Sandia National Laboratories ที่ Albuquerque ในสหรัฐอเมริกา ได้จำลองสถานการณ์การระเบิดและพบว่า ถ้าจะให้ผลการระเบิดเป็นดังที่เห็นการระเบิดต้องเกิดจากดาวเคราะห์น้อย ขนาด 30 - 50 เมตร พุ่งชนป่าด้วยความเร็ว 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยเอียงทำมุม 35º กับระดับพื้นดิน ทำให้เกิดพายุเฮอริเคน ระดับ 3 และแผ่นดินไหวในมาตรา Richter = 5 ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลการคำนวณ แต่ถ้าจะให้เป็นที่ยอมรับ โลกต้องการหลักฐานที่เป็นสะเก็ดดาวเคราะห์น้อยด้วย
ในวารสาร Scientific American ฉบับเดือนมิถุนายนปีนี้ Guiseppe Longo แห่งมหาวิทยาลัย Bologna ในอิตาลี ได้รายงานว่า ทะเลสาบ Cheko ที่มีขนาด 350 x 500 เมตร และลึก 50 เมตร ซึ่งอยู่ห่างจาก Tunguska ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 8 กิโลเมตร อาจเป็นหลุมอุกกาบาตที่ทุกคนต้องการเห็น การใช้อุปกรณ์ sonar สำรวจก้นทะเลสาบ พบว่า ทะเลนี้ลึก 50 เมตร และก้นทะเลมีลักษณะเป็นกรวย อนึ่งตำแหน่งของทะเลสาบนี้ก็อยู่ในแนวที่อุกกาบาตพุ่งผ่านพอดี การสำรวจยังพบอีกว่า มีก้อนวัตถุฝังลึกอยู่ใต้ก้นทะเลสาบก้อนหนึ่ง
แต่ Gareth Collins แห่ง Imperial College London ไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปนี้ โดยให้เหตุผลว่า ในบริเวณรอบทะเลสาบไม่มีหลักฐานว่ามีสะเก็ดอุกกาบาตกระเด็น และภาพถ่ายทางอากาศเมื่อปี 2481 ซึ่งเป็นเวลา 30 ปี หลังจากเกิดเหตุการณ์ ภาพได้แสดงว่า ต้นไม้แถบนั้นมีอายุมากกว่า 30 ปี นั่นคือ ต้นไม้แถบนั้นยังคงชีวิตอยู่ได้ตามปกติ ทั้งๆ ที่อุกกาบาตตกใกล้ๆ ข้อสรุปเรื่องทะเลสาบ Cheko จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อนึ่งภาพถ่ายทางอากาศของบริเวณทะเลสาบก่อนปี 2451 ก็ไม่มี และแผนที่รัสเซียที่ทำเมื่อปี 2426 ก็ไม่แสดงทะเลสาบใดๆ ซึ่งการไม่แสดงทะเลสาบ ไม่ได้หมายความว่า ทะเลสาบไม่มี แต่เพราะแผนที่นั้นไม่ละเอียด
จึงเป็นว่าถึงเวลาผ่านไป 100 ปี แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังหาข้อสรุปของสาเหตุการระเบิดที่ Tunguska ไม่ได้ ถึงกระนั้นวงการวิทยาศาสตร์ก็ยังสนใจปริศนาลึกลับนี้อยู่ เพราะในอดีตเมื่อ 4,400 ล้านปีก่อน โลกเคยถูกดาวเคราะห์ที่มีขนาดเท่าดาวอังคารชน ขณะนั้นโลกมีอายุน้อยเพียง 200 ล้านปี ผลการชนทำให้ชิ้นส่วนหนึ่งหลุดออกไปรวมตัวกับเป็นดวงจันทร์ และเมื่อ 65 ล้านปีก่อน โลกได้ถูกอุกกาบาตพุ่งชนอีก การระเบิดที่รุนแรงทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ และเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2537 ชาวโลกก็ได้เห็นดาวหาง Shoemaker - Levy 9 พุ่งชนดาวพฤหัสบดี เหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตระหนักว่า เหตุระเบิดที่เกิดจากวัตถุนอกโลกตกชนโลก อาจเกิดได้ทุก 700-1,000 ปี แต่ก็นับว่าโชคดี เพราะการระเบิดเหนือ Tunguska ครั้งนั้น เกิดในป่าที่ไม่มีคนอยู่ เพราะถ้าเกิดที่กรุงเทพฯ หรือ ลอนดอน เมืองทั้งเมืองจะไม่มีอะไรเหลือ
ดังนั้น การศึกษาเหตุการณ์ที่ Tunguska จึงอาจช่วยให้มนุษย์รอดปลอดภัยจากการถูกทำลายล้างเผ่าพันธุ์ได้ โดยมีขั้นตอนการศึกษา คือ ต้องดูว่าดาวที่จะพุ่งชนนั้นเป็นดาวหาง หรือดาวเคราะห์น้อย เพราะถึงผลที่เกิดขึ้นจะคล้ายกัน แต่ดาวหางมีขนาดเล็กกว่าดาวเคราะห์น้อย และอยู่ไกลกว่า ดังนั้นเมื่อดาวหางเข้าใกล้โลก มันจะมีความเร็วสูง สำหรับโอกาสชนนั้นก็น้อย ส่วนดาวเคราะห์น้อยอยู่ใกล้โลกยิ่งกว่า และมีความเร็วไม่สูงมาก แต่เห็นยากกว่าดาวหางซึ่งมีหางยาว และเมื่อดาวเคราะห์น้อยมีจำนวนมาก ดังนั้นโลกจึงมีโอกาสถูกดาวเคราะห์น้อยชนมากกว่า และนี่คือสิ่งที่สมาคม Planetary Society พบว่า ขณะนี้มีดาวเคราะห์น้อยชื่อ Apophis ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 300 เมตร ดาวนี้มีโอกาส 1 ใน 45,000 ที่จะชนโลกในปี 2579
ดังนั้น สมาคมจึงเสนอรางวัล 25,000 ดอลลาร์ แก่ผู้ที่มีแผนที่ดีที่สุดในการทำให้โลกปลอดภัยจากการถูก Apophis ชน และในการติดตามวิถีโคจรของ Apophis นั้น องค์การ Space Works Engineering ที่ Atlanta ในสหรัฐอเมริกาได้ออกแบบยานอวกาศ Foresight มูลค่า 140 ล้านเหรียญ เพื่อส่งไปโคจรรอบ Apophis แล้วรายงานข้อมูลของดาวมาให้โลกรู้ล่วงหน้า
หากผู้อ่านสนใจศึกษาความหายนะประเภทนี้ ก็หาอ่านได้จากหนังสือ ชื่อ Comet / Asteroid Impacts and Society ; An Interdisciplinary Approach ที่มี P.T. Bobrowly กับ H. Rickman เป็นบรรณาธิการ และจัดพิมพ์โดย Springer - Verlag เมื่อปี 2007 ครับ.
สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว.
2572 ดาวเคราะห์น้อยเฉียดโลก
วรเชษฐ์ บุญปลอด (worachateb@hotmail.com)
ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส 2547 ถึงปีใหม่ 2548 ขณะที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันของไทยกำลังประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและผู้คนทั่วโลกที่พุ่งเป้าไปที่ภัยพิบัติ ครั้งนั้น อีกมุมหนึ่งนักดาราศาสตร์หลายคนกำลังให้ความสนใจเป็นพิเศษกับดาวเคราะห์น้อย ดวงหนึ่งที่บ่งบอกว่ามันอาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อโลกได้ในอนาคตอันใกล้
ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส (99942 Apophis) ซึ่งขณะนั้นถูกเรียกว่า 2004 เอ็มเอ็น 4 (2004 MN4) ถูกพบครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2547 แต่ไม่สามารถติดตามสังเกตการณ์ต่อได้ กลับมาพบอีกครั้งในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ข้อมูลวันที่ 27 ธันวาคม 2547 ชี้ว่าวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2572 (ค.ศ. 2029) ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะผ่านใกล้โลกและมีโอกาสชนโลกด้วยอัตราส่วน 1 ใน 38 ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับบรรดาดาวเคราะห์น้อยที่มีวงโคจรใกล้โลกดวง อื่น ๆ ที่ได้ค้นพบไปก่อนหน้านั้น

เส้นทางการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสในวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2572 แรงดึงดูดของโลกทำให้วงโคจรของดาวเคราะห์น้อยถูกเบี่ยงเบน (ภาพดัดแปลงจาก Near Earth Object Program/NASA)
แม้อัตราส่วนดังกล่าวคือโอกาสประมาณ 2.6 เปอร์เซนต์ แต่คำว่า "มีโอกาส" ไม่ว่าจะน้อยหรือมากมีความหมายอย่างเดียวกัน คือ นักดาราศาสตร์ไม่สามารถฟันธงได้ว่าปี 2572 โลกจะเผชิญกับหายนะจากดาวเคราะห์น้อยดวงนี้หรือไม่ อะโพฟิสจึงเข้าไปอยู่ในรายชื่อดาวเคราะห์น้อยที่ต้องจับตามองโดยอัตโนมัติ
ไม่กี่วันถัดมาหลังจากได้ข้อมูลวงโคจรเบื้องต้นของอะโพฟิส นักดาราศาสตร์ได้ไปค้นหาภาพถ่ายในคลังภาพของท้องฟ้าบริเวณที่ดาวเคราะห์น้อย ดวงนี้น่าจะเคลื่อนผ่าน เจฟฟ์ ลาร์เซน และ แอนน์ เดสเคอร์ พบอะโพฟิสในภาพที่ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2547 ด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาด 0.9 เมตรของหอดูดาวคิตต์พีก แอริโซนา มันช่วยให้คำนวณวงโคจรได้แม่นยำขึ้น สามารถบอกได้ว่าดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสจะไม่ชนโลกและดวงจันทร์อย่างแน่นอน แต่เฉียดผ่านโลกด้วยระยะห่างประมาณ 64,400 กิโลเมตร
ผลจากเรดาร์
วันที่ 27-30 มกราคม 2548 ทีมนักดาราศาสตร์นำโดย แลนซ์ เบนเนอร์ แห่งห้องปฏิบัติการขับดันไอพ่น (เจพีแอล) ขององค์การนาซาได้ติดตามดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสด้วยเรดาร์ของกล้องโทรทรรศน์ วิทยุอะเรซิโบที่ตั้งอยู่ที่เปอร์โตริโก การส่งคลื่นวิทยุไปสะท้อนกับพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยทำให้ทราบข้อมูล ตำแหน่ง รวมทั้งความเร็วในการเคลื่อนที่ได้ดีกว่าการคำนวณก่อนหน้านี้ที่อาศัยเพียง ภาพถ่าย
ข้อมูลจากเรดาร์สรุปได้ในที่สุดว่าวันที่ 13 เมษายน 2572 อะโพฟิสจะเฉียดผ่านโลกด้วยระยะห่าง 36,350 กิโลเมตร หรือคิดเป็น 5.7 เท่าของรัศมีโลก ใกล้กว่าดวงจันทร์เกือบ 11 เท่า และใกล้กว่าดาวเทียมค้างฟ้า
มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
การเข้าใกล้โลกอย่างมากของดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสในช่วงสงกรานต์ พ.ศ. 2572 ทำให้เรามีโอกาสสังเกตเห็นมันในเวลากลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบตะวันตกของทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป และแอฟริกา ไม่ต้องใช้กล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนในพื้นที่แถบชานเมืองและที่ห่างไกลจากเมืองใหญ่ อะโพฟิสจะปรากฏเหมือนดาวทั่วไปบนท้องฟ้าแต่เคลื่อนที่ได้และเร็ว นักดาราศาสตร์เรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นเหตุการณ์ครั้งเดียวในรอบสหัสวรรษ
ที่ผ่านมามีดาวเคราะห์น้อยผ่านใกล้โลกหลายดวง แต่ไม่เคยมีดวงใดที่สว่างจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเช่นนี้มาก่อน นักดาราศาสตร์คะเนว่าเหตุการณ์ทำนองนี้มีโอกาสเกิดขึ้นทุก ๆ 1,300 ปีหรือนานกว่านั้น
วงโคจร
ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยวงโคจรต่างจากดาวเคราะห์น้อย ส่วนใหญ่ที่อยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อยหลัก (ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี) วงโคจรของมันอยู่ใกล้วงโคจรโลก เส้นทางส่วนใหญ่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลกและเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ ด้วยคาบ 323 วัน
แม้ว่าอะโพฟิสจะไม่ชนโลกในปี 2572 แต่นักวิทยาศาสตร์ก็กระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนป้องกันไว้ เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกจะเบนวงโคจรของอะโพฟิส ส่งผลให้การคาดหมายวงโคจรในอนาคตมีความแม่นยำน้อยลง ผลการคำนวณล่าสุดระบุว่าวันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2579 อะโพฟิสจะเข้าใกล้โลกอีกครั้งและมีโอกาสชนโลก 1 ใน 45,000 หรือ 0.002% นอกจากนี้ยังมีดาวเคราะห์น้อยดวงอื่นทั้งที่พบแล้วและยังไม่พบที่มีโอกาส เป็นอันตรายต่อโลกได้ในอนาคต ดังนั้นการเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
ที่มา
* Possibility of an Earth Impact in 2029 Ruled Out for Asteroid 2004 MN4 - NEO/NASA
* Radar Observations Refine the Future Motion of Asteroid 2004 MN4 - NEO/NASA
* Friday the 13th, 2029 - Science@NASA
* Asteroid 2004 MN4: A Really Near Miss! - SkyTonight.com
* Closest Flyby of Large Asteroid to be Naked-Eye Visible - SPACE.com
* An asteroid, headed our way - Christian Science Monitor
* Asteroid Apophis set for a makeover - Astronomy.com
ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส 2547 ถึงปีใหม่ 2548 ขณะที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันของไทยกำลังประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและผู้คนทั่วโลกที่พุ่งเป้าไปที่ภัยพิบัติ ครั้งนั้น อีกมุมหนึ่งนักดาราศาสตร์หลายคนกำลังให้ความสนใจเป็นพิเศษกับดาวเคราะห์น้อย ดวงหนึ่งที่บ่งบอกว่ามันอาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อโลกได้ในอนาคตอันใกล้
ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส (99942 Apophis) ซึ่งขณะนั้นถูกเรียกว่า 2004 เอ็มเอ็น 4 (2004 MN4) ถูกพบครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2547 แต่ไม่สามารถติดตามสังเกตการณ์ต่อได้ กลับมาพบอีกครั้งในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ข้อมูลวันที่ 27 ธันวาคม 2547 ชี้ว่าวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2572 (ค.ศ. 2029) ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะผ่านใกล้โลกและมีโอกาสชนโลกด้วยอัตราส่วน 1 ใน 38 ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับบรรดาดาวเคราะห์น้อยที่มีวงโคจรใกล้โลกดวง อื่น ๆ ที่ได้ค้นพบไปก่อนหน้านั้น
เส้นทางการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสในวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2572 แรงดึงดูดของโลกทำให้วงโคจรของดาวเคราะห์น้อยถูกเบี่ยงเบน (ภาพดัดแปลงจาก Near Earth Object Program/NASA)
แม้อัตราส่วนดังกล่าวคือโอกาสประมาณ 2.6 เปอร์เซนต์ แต่คำว่า "มีโอกาส" ไม่ว่าจะน้อยหรือมากมีความหมายอย่างเดียวกัน คือ นักดาราศาสตร์ไม่สามารถฟันธงได้ว่าปี 2572 โลกจะเผชิญกับหายนะจากดาวเคราะห์น้อยดวงนี้หรือไม่ อะโพฟิสจึงเข้าไปอยู่ในรายชื่อดาวเคราะห์น้อยที่ต้องจับตามองโดยอัตโนมัติ
ไม่กี่วันถัดมาหลังจากได้ข้อมูลวงโคจรเบื้องต้นของอะโพฟิส นักดาราศาสตร์ได้ไปค้นหาภาพถ่ายในคลังภาพของท้องฟ้าบริเวณที่ดาวเคราะห์น้อย ดวงนี้น่าจะเคลื่อนผ่าน เจฟฟ์ ลาร์เซน และ แอนน์ เดสเคอร์ พบอะโพฟิสในภาพที่ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2547 ด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาด 0.9 เมตรของหอดูดาวคิตต์พีก แอริโซนา มันช่วยให้คำนวณวงโคจรได้แม่นยำขึ้น สามารถบอกได้ว่าดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสจะไม่ชนโลกและดวงจันทร์อย่างแน่นอน แต่เฉียดผ่านโลกด้วยระยะห่างประมาณ 64,400 กิโลเมตร
ผลจากเรดาร์
วันที่ 27-30 มกราคม 2548 ทีมนักดาราศาสตร์นำโดย แลนซ์ เบนเนอร์ แห่งห้องปฏิบัติการขับดันไอพ่น (เจพีแอล) ขององค์การนาซาได้ติดตามดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสด้วยเรดาร์ของกล้องโทรทรรศน์ วิทยุอะเรซิโบที่ตั้งอยู่ที่เปอร์โตริโก การส่งคลื่นวิทยุไปสะท้อนกับพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยทำให้ทราบข้อมูล ตำแหน่ง รวมทั้งความเร็วในการเคลื่อนที่ได้ดีกว่าการคำนวณก่อนหน้านี้ที่อาศัยเพียง ภาพถ่าย
ข้อมูลจากเรดาร์สรุปได้ในที่สุดว่าวันที่ 13 เมษายน 2572 อะโพฟิสจะเฉียดผ่านโลกด้วยระยะห่าง 36,350 กิโลเมตร หรือคิดเป็น 5.7 เท่าของรัศมีโลก ใกล้กว่าดวงจันทร์เกือบ 11 เท่า และใกล้กว่าดาวเทียมค้างฟ้า
มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
การเข้าใกล้โลกอย่างมากของดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสในช่วงสงกรานต์ พ.ศ. 2572 ทำให้เรามีโอกาสสังเกตเห็นมันในเวลากลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบตะวันตกของทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป และแอฟริกา ไม่ต้องใช้กล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนในพื้นที่แถบชานเมืองและที่ห่างไกลจากเมืองใหญ่ อะโพฟิสจะปรากฏเหมือนดาวทั่วไปบนท้องฟ้าแต่เคลื่อนที่ได้และเร็ว นักดาราศาสตร์เรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นเหตุการณ์ครั้งเดียวในรอบสหัสวรรษ
ที่ผ่านมามีดาวเคราะห์น้อยผ่านใกล้โลกหลายดวง แต่ไม่เคยมีดวงใดที่สว่างจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเช่นนี้มาก่อน นักดาราศาสตร์คะเนว่าเหตุการณ์ทำนองนี้มีโอกาสเกิดขึ้นทุก ๆ 1,300 ปีหรือนานกว่านั้น
วงโคจร
ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยวงโคจรต่างจากดาวเคราะห์น้อย ส่วนใหญ่ที่อยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อยหลัก (ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี) วงโคจรของมันอยู่ใกล้วงโคจรโลก เส้นทางส่วนใหญ่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลกและเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ ด้วยคาบ 323 วัน
แม้ว่าอะโพฟิสจะไม่ชนโลกในปี 2572 แต่นักวิทยาศาสตร์ก็กระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนป้องกันไว้ เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกจะเบนวงโคจรของอะโพฟิส ส่งผลให้การคาดหมายวงโคจรในอนาคตมีความแม่นยำน้อยลง ผลการคำนวณล่าสุดระบุว่าวันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2579 อะโพฟิสจะเข้าใกล้โลกอีกครั้งและมีโอกาสชนโลก 1 ใน 45,000 หรือ 0.002% นอกจากนี้ยังมีดาวเคราะห์น้อยดวงอื่นทั้งที่พบแล้วและยังไม่พบที่มีโอกาส เป็นอันตรายต่อโลกได้ในอนาคต ดังนั้นการเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
ที่มา
* Possibility of an Earth Impact in 2029 Ruled Out for Asteroid 2004 MN4 - NEO/NASA
* Radar Observations Refine the Future Motion of Asteroid 2004 MN4 - NEO/NASA
* Friday the 13th, 2029 - Science@NASA
* Asteroid 2004 MN4: A Really Near Miss! - SkyTonight.com
* Closest Flyby of Large Asteroid to be Naked-Eye Visible - SPACE.com
* An asteroid, headed our way - Christian Science Monitor
* Asteroid Apophis set for a makeover - Astronomy.com
PLANET QUEST Exoplanet Exploration
Earth on Steroids?
(PLANETQUEST) -- Not long ago, the only planets astronomers could find orbiting other stars were massive, gaseous worlds that had more in common with Jupiter than our own small, rocky planet.
As observation techniques have advanced, however, scientists have begun discovering a newer, smaller type of planet - the tantalizingly named "Super Earth."
"A 'Super Earth' is generally considered to be a planet that's up to about 10 times the mass of the Earth," explains JPL scientist Steve Edberg. "Planets bigger than that tend to be gaseous, like Uranus or Neptune."
Super Earths are notable because, unlike gas giant planets, they're small enough to have terrestrial surfaces or liquid oceans that could support life as we know it.
And while none of the Super Earths discovered so far would be a good place to take a vacation, scientists are hopeful that they'll find one with the right chemical composition and at the right distance from its star to support living things.
So what's life on a Super Earth like? First of all, cautions Edberg, it's important to remember that a planet's mass and size are two different things. "The relationship between a planet's size and its mass isn't linear," Edberg explains. "A world that's 10 times the mass of Earth will not be 10 times as big in diameter; it'll actually be quite a bit smaller than that."
You might also feel a bit heavier than normal if you were to visit a Super Earth, says Edberg, because "a bigger planet is going to have more gravity...it's also probably going to have a thicker, more dense atmosphere than Earth's."
Despite these differences, Edberg points out that under the right conditions, a Super Earth could harbor living things. "You might not get redwood trees and basketball players," he says, "but you'd still have the right ingredients for life to get established."
And as the Super Earth discoveries begin to pile in, chances are that the discovery of such an Earthlike planet may be just around the corner.

http://planetquest.jpl.nasa.gov
(PLANETQUEST) -- Not long ago, the only planets astronomers could find orbiting other stars were massive, gaseous worlds that had more in common with Jupiter than our own small, rocky planet.
As observation techniques have advanced, however, scientists have begun discovering a newer, smaller type of planet - the tantalizingly named "Super Earth."
"A 'Super Earth' is generally considered to be a planet that's up to about 10 times the mass of the Earth," explains JPL scientist Steve Edberg. "Planets bigger than that tend to be gaseous, like Uranus or Neptune."
Super Earths are notable because, unlike gas giant planets, they're small enough to have terrestrial surfaces or liquid oceans that could support life as we know it.
And while none of the Super Earths discovered so far would be a good place to take a vacation, scientists are hopeful that they'll find one with the right chemical composition and at the right distance from its star to support living things.
So what's life on a Super Earth like? First of all, cautions Edberg, it's important to remember that a planet's mass and size are two different things. "The relationship between a planet's size and its mass isn't linear," Edberg explains. "A world that's 10 times the mass of Earth will not be 10 times as big in diameter; it'll actually be quite a bit smaller than that."
You might also feel a bit heavier than normal if you were to visit a Super Earth, says Edberg, because "a bigger planet is going to have more gravity...it's also probably going to have a thicker, more dense atmosphere than Earth's."
Despite these differences, Edberg points out that under the right conditions, a Super Earth could harbor living things. "You might not get redwood trees and basketball players," he says, "but you'd still have the right ingredients for life to get established."
And as the Super Earth discoveries begin to pile in, chances are that the discovery of such an Earthlike planet may be just around the corner.
http://planetquest.jpl.nasa.gov
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)